วันก่อนขณะที่นั่งทานข้าวกับเพื่อนที่ร้านอาหาร เพื่อนที่นั่งตรงข้ามผมคนก็หยิบเครื่องมือสื่อสารที่เป็นกล่องสีดำๆอันเล็กๆขึ้นมาและก็ทำการกดแป้นที่ยาวกันเป็นพรืดๆเพื่อพิมพ์ข้อความกับเพื่อนที่อยู่ปลายสาย ผมมองไปทางเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เห็นเขาก็กำลังใช้เครื่องมือสื่อสารที่รูปร่างหน้าตาคล้ายๆกันพิมพ์โต้ตอบอยู่กับเพื่อนอีกเช่นกัน(เอ...หรือว่าเขาสองคนกำลังสื่อสารนิทนาผมกันโดยไม่อยากให้ผมรู้อยู่หรือเปล่า) ผมมองไปทางโต๊ะข้างๆ ก็เห็นคนในโต๊ะข้างๆก็กำลังใช้เครื่องชนิดเดียวกันพิมพ์โต้ตอบกับคู่สนทนาอยู่ รวมถึงโต๊ะอื่นๆก็เช่นกัน (ทำให้ผมนึกไปว่าถ้าคนจากนอกโลกมาเห็น ก็คงคิดว่าผู้คนบนดาวพระเคราะห์นี้พูดกันไม่ได้ ต้องใช้เครื่่องมือกล่องดำๆสื่อสารกัน)
สมัยนี้ถ้าเดินตามท้องถนน หรือตามห้าง ก็จะเห็นได้ว่าไอ้เครื่องมือสื่อสารอันเล็กๆอันนี้กำลังมาแรง คุณลองสังเกตุดูสิครับ ว่าไม่ว่าคุณจะกวาดตามองไปที่ไหน ก็ย่อมอาจจะมีสักคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตากดไอ้เครื่องมือกล่องสีดำๆอันนี้อย่างเมามันทีเดียว
ไอ้เครื่องมือสื่อสารที่เป็นกล่องสีดำอันเล็กๆขนาด ไม่ใหญ่เกินกว่าฝ่ามือ พวกคุณคงเดากันได้ไม่ยากว่ามันถูกเรียกกันว่าบีบีนี่เอง มันเป็นเครื่องมือที่ทางไอ้บริษัทโฆษณา มันโฆษณาว่า เราสามารถส่งข้อความหากันฟรีโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท พระเจ้าจ๊อด!! อะไรมันจะเจ๋งขนาดนั้น(ผมคิดในใจ) ซึ่งหลังจากนั้นจริงๆแล้วผมก็มาค้นพบภายหลังว่าก็ต้องเสียค่าบริการรายเดือนอยู่ดี
อย่างไรก็ตามเครื่องมือสื่อสารนี้ก็มีข้อดีอย่างชัดเจนที่ผมเห็นอยู่สองข้อ(บางคนอาจจะเห็นมากกว่าผมก็เป็นไปได้) หนึ่งถ้าผู้ต้องการส่งข้อความไปหาคุณ แล้วคุณกดอ่าน ไม่ว่าคุณจะทำตัวว่าแกล้งไม่เห็น แกล้งลืม แกล้งไม่รู้ไม่ชี้อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ส่งข้อความก็จะทราบอยู่ดี ว่าคุณได้อ่านข้อความของเขาแล้ว สองผู้ส่งข้อความสามารถส่งข้อความเป็นลักษณะเสียงได้ด้วย ผู้ส่งข้อความสามารถที่จะกร่นด่าใครก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังเขาเถียงหรือตอบกลับมาเหมือนในโทรศัพท์
ถึงผมจะพูดถึงมันอย่างประชดประชัน แต่ครั้งหนึ่งผมพูดได้อย่างน่าไม่อายว่าเคยซื้อมันมาอยู่ดี ในสมัยที่มันเพิ่งเข้ามาในเมืองไทยใหม่ๆ(หมายถึงมีผู้นำมันเข้ามาจำหน่ายนะครับ) ผมเคยประทับใจสาวคนหนึ่งที่ชอบเล่นบีบีเป็นอันมาก ผมเคยนับดูแล้วเธอจะมีการใช้บีบีด้วยค่าเฉลี่ย 20 ครั้ง/ชั่วโมง(ผมขอเรียกว่ามากละกัน แต่เพื่อนๆหลายท่านอาจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา) ด้วยสมองอันบ้องตื้นของผม ผมเลยเข้าใจว่าถ้าผมซื้อบีบีมา ผมคงจะมีโอกาสคุยกับเธอมากขึ้น (ผมขอส่วนแบ่งแค่ 1 ใน 20 ของเธอละกันแค่1 ครั้ง/ ชั่วโมง ไม่มากไม่น้อยเกินไปใช่ไหมครับ^^)
ครั้งนั้น..ด้วยการลงทุนอันชาญฉลาดและหลงตัวเองของผม ผมได้รับผลตอบแทนอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ผมพบว่าผมสามารถแชร์ส่วนแบ่งของเธอได้ถึง 1 ครั้ง / 1 สัปดาห์ (เวลาที่บีบีมันส่งข้อความของเธอมาแต่ละครั้ง ผมแทบจะนำมันขึ้นหิ้งบูชากันเลยทีเดียว) ถึงแม้ในตอนหลังผมกับเธอจะไม่ค่อยได้คุยกันแล้ว แต่ตอนเธอขายมันไป ผมก็ขายมันตามเลยทันที(ผมเป็นคนชัดเจนในวัตถุประสงค์ครับ และรู้สึกว่ามันเปลืองค่าขนมของผมที่จะต้องเสียค่ารายเดือนอีกด้วย)
ผมจำได้ในสมัยสิบกว่าปีก่อนตอนที่ยังอยู่มหาลัย ผมมีเครื่องเล็กๆกล่องสีเทาอันหนึ่งที่เขาเรียกว่าเพจเจอร์ ผมชอบเครื่องมือสื่อสารอันนี้มาก ผมว่าเป็นการสื่อสารที่เราต้องพยายามดีนะ หนึ่งคือต้องพยายามคิดคำพูดให้กระชับ สองคือต้องรวบรวมความกล้าที่จะโทรไปหาศูนย์เพื่อพูดประโยคต่างๆที่เราต้องการจะส่งไป ไม่ว่าจะเป็น "เค้าคิดถึงตัวเองด้วยแหละ","รักนะจุ๊บๆ","คิดถึงตัวเองสามเวลาเลย(ก่อนขี้,ขี้ และหลังขี้)"ฯลฯ (ผมรู้สึกนับถึือพวกพี่ๆที่ทำหน้าที่เป็นคอลลเซ็นเตอร์ ผมว่าพวกเขาต้องเส้นลึกเลยทีเดียว แม้ดูเดี่ยวสิบก็คงไม่ขำ) สามเวลาสื่อสารคุณอาจจะต้องเหนื่อยหน่อยในการช่วยเขาสะกดคำพูดให้ถูกต้อง เช่น approximately (อย่าว่าแต่เขาเลย ผมยังไม่รู้ว่าสะกดอย่างไร)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผมจะบ่นเยอะ และถึงเพจเจอร์จะเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ต้องการใช้ความพยายามในการส่งข้อมูลมากกว่าเครื่องมือสื่อสารสมัยนี้ แต่ผมก็ค่อนข้างชอบมันที่สุด อาจเป็นเพราะว่า มันเป็นการสื่อสารได้ทางเดียว และต้องสื่อสารประโยคที่สั้นๆชัดเจน คุณสามารถอ่านข้อความที่ผู้ส่งส่งมา แล้วอาจจะแกล้งลืม หรืออาจจะโกหกว่ายังไม่ได้อ่านได้ เช่นหากคุณแม่ของคุณตามให้กลับข้าวไปกินบ้าน คุณก็อาจจะไปเล่นเกมส์ต่อกับเพื่อน แล้วสามารถโกหกแม่ว่าไม่ได้ทันเห็นข้อความเลยจริงๆ หรือคุณสามารถนอนตีพุงอยู่บ้าน ขณะที่เพื่อนๆไปทำรายงานกลุ่มแล้วโกหกว่าไม่ได้เห็นข้อความก็มีความสุขดี (จริงๆผมว่าข้อดีของมันคือ เรายังสามารถรักษาพื้นที่บนโลกส่วนตัวของเราได้ โดยไม่ต้องไปแชร์ให้กับโลกส่วนรวม)
ใครจะว่าผมขวางโลกก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าจริงๆว่า ปัจจุบันคำพูดบางอย่างที่เราส่งออกไปเลยเป็นคำพูดที่เปลือง และมีคุณค่าน้อยลงไปทุกที(อาจะเป็นไปได้ว่าเนื่องจาก ค่าใช้จ่ายในการส่งข้อความเป็นแบบบุฟเฟ่ห์ ทำให้ยิ่งส่งมากยิ่งคุ้ม แต่คุณค่าของมันก็เลยถูกหารด้วยอัตราคงที่ คือยิ่งส่งมา คุณค่าในตัวของมันเองยิ่งน้อย เป็นปฏิภาคกลับกัน)
สุดท้ายนี้ผมมองหันกลับมาก็ยังเห็นเพื่อนผมสองคนนั่งพิมพ์ข้อความกันอยู่ ถ้าผมแอบเดินออกจากร้านโดยไม่จ่ายเงิน เพื่อนผมสองคนนั้นก็คงยังไม่รู้เป็นแน่.. ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมกลับถึงบ้าน นั่งขี้ อาบน้ำ แปรงฟัน ดูซีรี่อีกสักตอน แล้วผมค่อยบีบีไปบอกเพื่อนสองคนนั้นก็ได้