เช้าวันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างวุ่นวายสำหรับวันที่ควรจะเป็นวันหยุดอันแสนเงียบเชียบของผม เดิมผมวางแผนว่าจะขึ้นเขาในยามเช้าเพื่อไปสูดโอโซนแรกในยามพระอาทิตย์ขึ้น แต่รถเจ้ากรรมผมก็ดันสตาร์ทไม่ติด ทำให้ผมต้องติดแหง่กอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม นั่งรอช่างที่กำลังเดินทางมาซ่อม
การนั่งรออะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะแสนยาวนานแค่ไหน ทำให้นึกดูแล้วก็อดหยิบหูฟังคู่ใจแบบครอบอันแสนเก่าคร่ำคร่า เสียบมันเข้ากับเครื่องเล่นเพลงเสียไม่ได้ นั่งหลับตาพริ้มสักครู่เพื่อสงบจิตใจ จากเช้าอันแสนวุ่นวาย ฟังเพลงบรรเลงที่มีเสียงเชลโล่เก่าๆมานั่งอิดออดอยู่ข้างๆหู ผมลืมตามาอีกครั้งเพื่อมาดูโทรศัพท์เผื่อว่าช่างจะโทรเข้ามา สายตาของผมก็บังเอิญได้สบตากับเธอเข้า และแล้วเวลาของผมที่กำลังเดินอยู่ก็ได้ค่อยๆเคลื่อนตัวช้าลง ช้าลงจนเหมือนกับ...หยุดนิ่ง
ผมเจอเธอคนนี้เมื่อปีที่แล้ว ณ ที่เมืองเล็กๆเงียบๆที่ห่างไกลจากบ้านผมถึงเกือบ 300 กิโลเมตร เพื่อมาส่งเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม ที่ีต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของสังคม มาใช้ชีวิตบนเขา วันนั้นผมยังจำได้ดีเนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ที่เมืองหลวงมีปัญหาวุ่นวาย มีคนตายเป็นเบือเนื่องจากความไม่เข้าใจกัน ส่วนพวกผมมานั่งเล่นที่ล็อบบี้ของโรงแรม นั่งคุยกันถึงเรื่องต่างๆนา ฟังเสียงเปียโนที่เพื่อนผมคนหนึ่งขึ้นไปเล่นอย่างไม่เกรงใจ เธอหันสายตามาฟังถึงต้นทางเสียเปียโน แล้วสายตาของเราจึงเจอกัน
เธอแต่งกายด้วยชุดสีขาวซึ่งขับกับผิวที่เป็นชาวพื้นเมืองของเธอได้เป็นอย่างดี ทัดดอกอะไรสักอย่างสีม่วงๆบนใบหูเพื่อรับกับเทศกาลสงกรานต์ ผมรู้สึกถึงกลิ่นหอมจางๆของเธอ ดวงตามีความร่วงโรยเล็กน้อยเนื่องจากวัยแต่ก็ฉายแววมีความสุขเมื่อเสียงเปียโนเพลงนั้นดังขึ้น อาจเป็นเพราะเราชอบเพลงเดียวกัน(หรืออาจจะเพราะพรหมลิขิต :D) เมื่อเสียงเพลงนั้นดังขึ้น ก็เสมือนว่าสายตาของเรากำลังได้แลกเปลี่ยนถ้อยคำทางสายตาเป็นนับร้อยๆคำ ด้วยปฏิกริยาทางเคมีที่ส่งผ่านทางอากาศ
หนึ่งปีผ่านไป(ไวเหมือนโกหกจริงๆครับ ยืนยัน) ผมได้มาเจอเธออีกครั้ง ณ ที่เก้าอี้ตัวเดิม เมืองที่เงียบเชียบเมืองเดิม แต่ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างไปจากเดิมเล็กน้อย ผมออกเดินทางมาเพื่อมาเยี่ยมเพื่อนคนเดิมที่หลีกหนีความวุ่นวายมาได้เกือบครบปี ซึ่งๆจริงๆเป็นข้ออ้างที่ผมคอยบอกคนทั่วไปเพราะเหตุผลมันฟังดูเข้าใจง่ายกว่าเหตุผลเรื่องอื่น
พึ่งรู้สึกว่าการที่เราได้เดินทางคนเดียว ไปยังสถานที่ ที่ไม่มีใครรู้จักเราสักคน ไปยังสถานที่ที่เหมือนว่าเวลาทุกอย่างมันเดินช้ากว่าปกติ มันทำให้เราได้ยินเสียงของเราที่พูดกับตัวของเราอีกตัวหนึ่งได้ชัดเจนมากขึ้น
มันเป็นเวลานานพักใหญ่เลยทีเดียว ที่ตัวของผมอีกตังหนึ่งที่อยู่ข้างในมันไม่ยอมพูดกับผม มันอาจจะน้อยใจตัดพ้อผมว่า มันพยายามพูดกับผมหลายครั้งแล้วนะ แต่เกือบทุกๆครั้งผมแสร้งที่จะไม่ได้ยิน หรือไม่ยอมตอบมัน แกล้งหันไปทำอย่างอื่นเพื่อเพิกเฉยมัน จนครั้งสุดท้ายมันขู่กับผมว่า ถ้าผมไม่สนใจมัน มันจะหนีไปอยู่กับคนอื่น(ซึ่งจริงๆผมวันมันคงไม่กล้าหรอก แต่ต้องการขู่เพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น)
ผมเลยต้องพามันมาเปลี่ยนบรรยากาศ พามันมานั่งคุยกัน ในสถานที่ ทีี่มีแต่เรา 2 คน พามันมานั่งกิน ข้าวไข่เจียว กับแกงหมูชะมวงที่มันอยากกินมาแสนนาน(หรืออาจจะผมเอง แต่อ้างเป็นมันจะได้ดูไม่ตะกละ) พามันไปกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นแม่อ้อย หน้าไปรษณีย์อันแสนอร่อยและถูก เนื้อเปื่อยติดเอ็นเล็กน้อย ลูกชิ้นเอ็นเนื้อซึ่งลวกได้อย่างเข้าที่และหอมจนไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ พามันไปเดินดูพระอาทิตย์ตกข้างบ้านตึกแถวทรงโปรตุเกศโบราณซึ่งเรียงรายอยู่ริมน้ำ เราคุยกันอย่างออกรสชาติ ระลึกถึงบรรยากาศเก่าๆครั้งเรายังเด็ก คุยถึงเรื่องราวหลายๆเรื่องที่ผ่านมา คุยถึงเรื่องช่วงที่เราไม่ได้คุยกัน เรารู้สึกว่าเราเข้าใจกันมากขึ้น ไม่รู้ว่ามันคิดเหมือนผมหรือเปล่าว่าเราเริ่มเข้าใจกัน
"วาฟเฟิลที่สั่งได้แล้วค่ะ" เสียงหวานเจื้อยแจ้วนี้ ได้ปลุกนาฬิกาในตัวผมให้เดินขึ้น มีพนักงานเสริฟสาวสวย ยกถาดมาพร้อมกับกลิ่นวาฟเฟิลอันหอมฉุย เธอที่ผมสบสายตาด้วยได้หันสายตาไปทางอื่นแล้ว ปล่อยให้เวลาของผมได้เดินอย่างเรื่อยเชื่อยอีกครั้งหนึ่ง ผมหยิบวาฟเฟิลซึ่งส่งกลิ่นหอมอย่างเย้ายวน จิ้มลงไปยังถ้วยน้ำผึ้ง แล้วเอาเข้าปากพร้อมกับคิดอยากให้รถเสียอีกสัก 2-3 วัน...