วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พิพิทธภัณฑ์แมลง

พี่ต้องลองเข้าไปดูนะไม่งั้นเสียชาติเกิด!!! รุ่นน้องคนหนึ่งของผมที่เชียงใหม่ได้กล่าวท้าผมขึ้นมา เพื่อต้องการท้าให้ผมเข้าไปลองเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์แมลงของลุงมานพซึ่งเก็บค่าเข้าคนไทยถึง 500 บาท ตอนแรกผมก็คิดอยู่นานเพราะเสียดายตัง แต่เนื่องด้วยผมก็เป็นคนที่กลัวเสียชาติเกิดง่ายซะด้วย เลยต้องไปตามแรงคำยุของมัน (ตอนหลังมันจึงได้เอาไปคุยกับเพื่อนๆได้อย่างสนุกปากว่า มีพี่คนหนึ่งจากกรุงเทพ โง่เข้าไปตามแรงยุของมันอีกแล้ว)
      ลุงมานพ  เป็นลุงแก่ๆคนหนึ่งอายุประมาณ 78 ปี แกเปิดพิพิธภัณฑ์แมลงอยู่ที่เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2540  โดยใช้พื้นที่ส่วนตัวในบ้าน 3 ชั้นของเขา มาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมสิ่งต่างๆที่เขาสะสมไว้ตั้งแต่ 8 ขวบจนถึงปัจจุบัน ลุงแกจะมีความคิดที่ต่างกับคนอื่นในหลายๆเรื่อง เช่นในการคิดราคาค่าเข้าชม โดยเก็บค่าเข้าชม คนไทย 500 บาท ต่างชาติ 300 บาท (เพื่อถือว่าคนไทยจะได้เห็นค่าของพิพิธภัณฑ์ของลุง ด้วยกลยุทธนี้ ขณะที่ผมเซ็นสมุดเยี่ยมของแก จึงไม่เห็นคนไทยเซ็นเลย)  และลุงแกได้กล่าวโม้ไว้ว่า พิพิธภัณฑ์ของแกไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ธรรมดานะ แต่เป็นพิพิธภัณฑ์ทางจิตวิญญาณทีเดียว
      พิพิธภัณฑ์ของแกสามารถเดินจนครบรอบได้โดยไม่ยาก(เนื่องจากของที่ตั้งแสดงอยู่ในพื้นที่แค่บ้าน 2 ชั้น) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลุงมานพได้กล่าวกับผมประโยคหนึ่งซึ่งเป็นคำพูดที่น่าสนใจเอาไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ทุกๆอย่างเป็นธรรมชาติหมด แค่เพียงมนุษย์ยังไม่ค้นพบเท่านั้น  แกพูดขึ้นมาด้วยความเท่ห์ แต่จริงๆแล้วก็เป็นปรัชญาชีวิตที่น่าสนใจทีเดียว
      จากคำพูดประโยคนั้น ผมได้ลองมานั่งนึกตาม ถึงแม้ทุกคนจะทราบว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของสุริยจักรวาล แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ชอบตั้งตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกๆอย่างโดยไม่รู้ตัว จริงๆทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติในความหมายของมนุษย์มันก็มีอยู่ของมันมาก่อนแล้ว แต่แค่เพียงว่ามนุษย์เรายังด้อยความรู้และประสบการณ์ จึงชอบกล่าวหาว่าทุกๆอย่างที่อยู่เหนือมันสมองของตนจะเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติไปทั้งหมด
      คนเราชอบใช้โลกจนเคยชินไปว่าโลกได้เป็นของส่วนตัวไป เมื่อคนอื่นใช้โลกไม่เหมือนกับวิถีทางที่เราใช้ ก็จะรู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด เพราะลืมนึกไปว่าโลกจริงๆก็ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งหรอก พวกเราก็แค่อาศัยยืมอาศัยโลกมาใช้เท่านั้นเอง และไม่เพียงพาลเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ก็ยังจะพาลเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อาศัยอยู่บนโลกนี้เช่นกัน  เรามานั่งจับจองพื้นที่ดินในก้อนกลมๆ โดยใช้สนธิสัญญาแห่งความเป็นมนุษย์ แล้วไปเบียดเบียนสิ่งมีีชีวิตที่ไม่ใช่ สปีชี่ ของตัวเองให้ย้ายออกไปหรือถึงแก่ชีวิต
     นอกจากจะเบียดเบียนพื้นทีี่ของสิ่งมีชีวิตตัวอื่นแล้ว ก็ยังทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสิ่งมีชีวิตตัวอื่นอีกด้วย ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน ซึ่งก็คือมนุษย์นั่นเอง โดยคิดไปว่าเธอเองต้องเป็นของๆฉัน  ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่เป็นสายพันธุ์อื่น โดยทึกทักไปเองว่าเราเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเขา และถึงสามารถแลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของได้โดย ใช้วัตถุแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันด้วยวิถีของมนุษย์ด้วยกันเอง
และแท้ที่จริงๆแล้ว ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างก็ไม่มีใครเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอะไรแม้แต่ตัวเราเอง เมื่อตายไป ก็ต้องคืนธรรมชาติไปทั้งหมด 
      ผมจากลาลุงไปด้วยความรู้สึกเสียดาย(ผมแยกไม่ออกระหว่างความรู้สึกเสียดายเงิน 500 บาท หรือ เสียดายที่จะอดสนทนากับลุงต่อไป) เราแยกจากกันบนความเงียบ ทุกคนก็ต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง ลุงแกก็คงเปิดพิพิทธภัณฑ์ของแกต่อไป ส่วนผมก็คงต้องกลับกรุงเทพ แต่อย่างน้อย ผมก็คงสามารถกลับกรุงเทพได้โดยอย่างสบายใจโดยไม่เสียชาติเกิดอีกต่อไป